ชุมชนโบราณเมืองปัว

สถานที่ตั้ง ตั้งอยู่ในเขตบ้านปัว (ปัจจุบันเป็นบริเวณของบ้านแก้ม หมู่ ๕) ตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน

ประวัติความเป็นมา
ชุมชนโบราณเมืองปัวนี้ เป็นชุมชนโบราณต้นกำเนิดของอารยธรรมในเขตจังหวัดน่าน จากหลักฐานต่าง ๆ พบว่าบริเวณวัดพระธาตุเบ็งสกัด ปัจจุบันเป็นศูนย์กลางของเมืองปัวในอดีตและคำอธิบายเกี่ยวกับต้นกำเนิดของบรรพบุรุษของชุมชนแห่งนี้ ก็มีออกมาในลักษณะของตำนานต้นกำเนิดบรรพบุรุษของชุมชนแห่งนี้กล่าวได้ว่ามีนายพรานผู้หนึ่งได้ขึ้นไปล่าสัตว์บนดอยภูคา ได้ไข่ขนาดลูกมะพร้าวมาสองฟอง จึงนำมาถวายแก่พระยาภูคาผู้ครองเมืองย่าง เมื่อไข่ฟักออกมาเป็นตัวจึงกลายเป็นทารกชาย ๒ คน คือขุนนุ่น และขุนฟองซึ่งพระยาภูคาก็ได้เลี้ยงจนเติบใหญ่ และสร้างบ้านเมืองให้อยู่ปกครองผู้คนในบริเวณนั้นคือ เมืองเวียงจันทร์(หลวงพระบาง) ให้แก่ขุนนุ่นผู้พี่และเมืองวรนครหรือเมืองปัวให้แก่ขุนฟองผู้น้อง
การกำเนิดของเมืองปัวในอดีตดังตำนานปรัมปราที่กล่าวมานี้ก็มีส่วน ช่วงเวลาของการก่อตั้งบ้านเมืองขึ้นที่เมืองปัวนั้นก็สอดคล้องกับเอกสารที่เป็นพงศาวดารเมืองน่านและเอกสารอื่นๆ ของล้านนาที่มีการก่อตั้งเมืองในที่อื่น ๆ รอบด้าน กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนชุมชนโบราณเมืองปัวเป็นโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๖๑ ตอนที่ ๖๕ ลงวันที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๘๗ เช่น เมืองสุโขทัยทางด้านทิศใต้ เมืองเชียงรายในแคว้นโยนก และเมืองพะเยาทางทิศเหนือ ซึ่งเมืองต่างๆนี้ ก็มีส่วนเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ของเมืองปัวในอดีต ทั้งในแง่การปกครองและการติดต่อสัมพันธ์กันทางเชื้อสายตระกูลและเศรษฐกิจสังคม ดังมีหลักฐานด้านเอกสารแสดงให้เห็นถึงการเข้าครอบครองบ้านเมืองที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่นี้ทั้งหมดโดยพระยางำเมือง
แห่งเมืองพะเยา ในช่วงก่อนที่จะมีการอพยพเคลื่อนที่ย้ายบ้านเมืองจากเมืองปัวลงมาทางใต้ สู่ที่ตั้งของชุมชนโบราณบริเวณภูเพียงแช่แห้งและเมืองน่านในปัจจุบัน

ลักษณะทั่วไป
ชุมชนโบราณบ้านปัวมีลักษณะยาวรี กว้างประมาณ ๕๐๐ เมตร ยาวประมาณ ๘๐๐ เมตร จำนวนชั้นของคูเมืองเป็นแบบชั้นเดียว ในเอกสารบางฉบับได้กล่าวถึงร่องรอยคูน้ำคันดินของกำแพง เมืองบริเวณที่มีวัดพระธาตุเบ็งสกัดเป็นศูนย์กลาง แต่จากการสำรวจพบร่องรอยของแนวคูน้ำคันดินอยู่ถัดออกมาจากวัดพระธาตุเบ็งสกัดไปทางด้านทิศใต้ประมาณ ๕๐๐ เมตร (บริเวณหลังที่ว่าการอำเภอปัวในปัจจุบัน) ไม่พบร่องรอยของกำแพงเมืองที่สร้างด้วยอิฐแต่ประการใดส่วนบริเวณวัดพระธาตุเบ็งสกัดเองก็ไม่พบร่องรอยหรือแนวของคูน้ำคันดินของกำแพงเมืองซึ่งอาจเป็นเพราะขีดจำกัดในการสำรวจ หรืออาจมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพบางอย่าง เช่นคูน้ำคันดินอาจมีการตื้นเขินหรือถูกไถปรับพื้นที่
ส่วนคูน้ำคันดินที่พบน่าจะเป็นแนวคูเมืองทางด้านทิศใต้ หรือตะวันตกเฉียงใต้ของชุมชนโบราณเมืองปัว ขนาดคูเมืองมีความกว้างประมาณ ๓-๔ เมตร ลึกประมาณ ๒-๓ เมตร ส่วนคันดินคงปรากฏเพียงแนวให้เห็นเพียงเล็กน้อยและมีความสูงไม่มากนัก

หลักฐานทางโบราณคดีที่พบ
ไม่พบหลักฐานอื่นใดนอกจากร่องรอยแนวคูน้ำคันดินทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของชุมชนโบราณเจดีย์ที่เชื่อกันว่าบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในวัดพระธาตุเบ็งสกัด และวิหารทรงพื้นเมืองที่มีซุ้มประตูเป็นแบบศิลปะลาวล้านช้าง

เส้นทางเข้าสู่ชุมชนโบราณเมืองปัว
จากเมืองน่านขึ้นไปทางเหนือประมาณ ๖๐ กิโลเมตร ตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข ๑๐๘๐ แล้วเลี้ยวขวาเข้าไปอีกประมาณ ๓๐๐-๕๐๐ เมตร