สถานที่ บริเวณลานวัด ศาลา ใต้ถุนบ้าน ใต้ต้นไม้ หรือที่ที่เหมาะสม

อุปกรณ์และวิธีการเล่น

กระดาษขนาดใหญ่ พอมองเห็นกันทั่วสำหรับเขียนคำทายโจ๊ก กล่องเล็กๆ ๑ ใบ กระดิ่ง หรือ กริ่ง หรือนกหวีด อย่างใดอย่างหนึ่ง เครื่องขยายเสียงเหมาะสำหรับการทายที่มีจำนวนคนมาก ๆ เพราะการทายแต่ละครั้งควรให้ทุกคนได้ยินทั่ว ๆ กัน และพร้อม ๆ กัน เพื่อความรู้ด้วยเครื่องขยายเสียงดังกล่าว ควรจะมีไมโครโฟน ๒ ตัว สำหรับผู้ทาย ๑ ตัว สำหรับนายโจ๊ก ๑ ตัว ถ้าบริเวณเงียบสงบจริง ๆ เครื่องขยายเสียงก็ไม่มีความจำเป็น เครื่องบอกสัญญาณต่าง ๆ เช่น นกหวีดนายโจ๊กมีไว้สำหรับเป่า เมื่อมีคนเริ่มทาย พอผู้ทายเรียกชื่อโจ๊กที่บอกหมายเลขเอาไว้เมื่อไร นายโจ๊กจะเป่านกหวีด เพื่อแสดงว่านายโจ๊กกำลังฟังคำตอบอยู่แล้ว ในสมัยแรก ๆ ใช้ระฆังหรือกระดิ่ง ปัจจุบันใช้กริ่งไฟฟ้าแทน ระฆังหรือกริ่งนี้มีไว้สำหรับตีหรือกดบอกสัญญาณ
ว่า ตอบถูกทุกขั้นตอน

วิธีการเล่น

การทายโจ๊กต้องมีสถานที่สงบ มีแสงสว่างเท่าที่สามารถอ่านตัวหนังสือได้ชัดเจน ขนาดกว้าง ๕ เมตร ยาว ๑๐ เมตร มีม้านั่งสำหรับคนทาย ๕ แถว ๆ ละ ๑๐ ตัว มีลวดสำหรับขึงเหมือนราวตากผ้า เพื่อติดกระดาษแผ่นโจ๊กบนเส้นลวดนั้น แล้วยึดด้วยไม้หนีบไม่ให้ปลิว ผู้ทายโจ๊กหรือเรียกว่า คนออกโจ๊ก จะนำกระดาษที่เขียนโจ๊กไว้แล้วประมาณ ๑๐-๑๕ แผ่นเขียนเป็นโคลงมากกว่าเป็นกลอนหรือคำประพันธ์ชนิดอื่น มาขึงติดกับราวเชือก แล้วเป่านกหวีดให้สัญญาณให้คนเริ่มทายได้ โดยอ่านโจ๊กแผ่นที่จะทายทีละบาท จนหมดโจ๊กข้อนั้น ถ้าทายถูกหมด คนออกโจ๊กจะเป่านกหวีด หรือสั่นกระดิ่ง ให้รางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ลูกอม ถ้าทายไม่ถูก คนออกโจ๊กจะตีกลองเบา ๆ ก็แสดงว่า คำตอบเกือบถูก แต่ถ้าตีกลองดัง หรือเร็ว แสดงว่าทาย
ผิดมาก ต้องพยายามเล่นใหม่ สำหรับบอกสัญญาณว่า "ผิด" ปรกติจะตี ๒ ที (ตุ๊ง-ตุ๊ง) ต่อมาก็พัฒนาเป็นตีเท่ากับจำนวนคำตอบที่ผิด เช่น ผิด ๑ บรรทัด ตี ๑ ที ผิด ๓ บรรทัดตี ๓ ที เป็นต้น คิดว่าจำนวนครั้งที่ตีไม่ใช่เป็นสิ่งสำคัญมากนัก

เวลาที่เล่น
เดิมนิยมเล่นกันในงานตรุษ งานสงกรานต์ งานทอดกฐิน แต่ปัจจุบันนิยมเล่นในงานศพ เพื่อเป็นเพื่อนศพ

แนวคิด
การเล่นทายโจ๊กนั้นเป็นฝึกภาษาให้มีความรู้ด้านวรรณคดี รอบรู้เรื่องต่าง ๆ และนำมาผสมผสานเพื่อทายโจ๊ก ผู้ทายถูกคือผู้มีปัญญา ไหวพริบดี และฝึกให้ผู้เล่นใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ไม่มั่วสุมอบายมุข